อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยตัวเลขจดทะเบียนโตต่อเนื่องจากเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้นและแนวทางส่งเสริมจากภาครัฐ จะส่งผลให้ยอดจดทะเบียนทั้งปีโตมากกว่าเป้าที่ตั้งไว้จาก 75,000 รายเป็น 80,000 ราย

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยว่า ยอดการจดทะเบียนธุรกิจนิติบุคคลตั้งใหม่ทั่วประเทศ ประจำเดือน เมษายน 2561 มีทั้งสิ้น 5,120 ราย เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2561 จำนวน 6,728 ราย ลดลงจำนวน 1,608 ราย คิดเป็นร้อยละ 24 และเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2560 จำนวน 4,783 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 337 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 โดยประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 471 ราย คิดเป็น ร้อยละ 9 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 293 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และอันดับ 3 มี 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้ารวมถึงคนโดยสาร และธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร จำนวน 126 รายเท่ากัน คิดเป็นร้อยละ 2

ขณะที่มูลค่าทุนธุรกิจจัดตั้งใหม่ ในเดือนเมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 36,362 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2561 จำนวน 25,255 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 11,107 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 44 และเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2560 จำนวน 21,832 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 14,530 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 67 ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีจำนวน 5,019 ราย คิดเป็นร้อยละ 98.03 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 82 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.60 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.37 โดยมีธุรกิจที่ทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท จำนวน 8 ราย ได้แก่ ธุรกิจโฮลดิ้ง จำนวน 4 ราย ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์เคมีธุรกิจขายส่งเครื่องแก้ว ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร และธุรกิจค้าอาหาร ขนมและเครื่องปรุงรสอาหาร ธุรกิจละ 1 ราย

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 เม.ย.61) ธุรกิจที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 699,511 ราย มูลค่าทุน 17.55 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 184,942 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.44 บริษัทจำกัด จำนวน 513,382 ราย คิดเป็นร้อยละ 73.39 และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,187 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.17 โดยธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 617,978 ราย คิดเป็นร้อยละ 88 รวมมูลค่าทุน 1.00 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 6 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 67,191 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 รวมมูลค่าทุน 1.80 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 14,342 ราย คิดเป็นร้อยละ 2 รวมมูลค่าทุน 14.75 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 84 ตามลำดับ

ทั้งนี้ จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 795 ราย เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2561 จำนวน 928 ราย ลดลงจำนวน 133 ราย คิดเป็นร้อยละ 14 และเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2560 จำนวน 878 ราย ลดลงจำนวน 83 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 โดยประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 72 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 56 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 และธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 22 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ โดยมูลค่าทุนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ในเดือนเมษายน 2561 มีจำนวนทั้งสิ้น 7,893 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2561 จำนวน 3,169 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 4,724 ล้านบาท คิดเป็น 1.5 เท่า และเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2560 จำนวน 3,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 3,941 ล้านบาท คิดเป็น 1 เท่า ซึ่งธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 5 ล้านบาท จำนวน 739 ราย คิดเป็นร้อยละ 93 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 46 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 10 ราย คิดเป็นร้อยละ 1

ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.- เม.ย.61) มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัท จำนวน 25,169 ราย เพิ่มขึ้น จำนวน 1,584 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย.60) ซึ่งมีจำนวน 23,585 ราย กรมจึงคาดว่าแนวโน้มการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในปี 2561 จะมีไม่น้อยกว่า 75,000 ราย ซึ่งสอดคล้องอัตราการเติบโตในช่วงที่ผ่านมา และประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตที่สะท้อนจากการปรับเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปี 2561 โดยสถาบันชั้นนำของโลก โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( IMF) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของไทยเป็นร้อยละ 3.9 จากเดิมร้อยละ 3.5 และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ปรับเป็นร้อยละ 4.0 จากเดิมร้อยละ 3.8 นอกจากนี้กรมร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ได้ดำเนินการปรับปรุงความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing business) เพื่ออำนวยความสะดวกในการเริ่มต้นประกอบธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการ โดยกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเป็นอัตราคงที่ (Flat Rate) และลดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์อีกร้อยละ 30ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2561 รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการ ให้ขยายระยะเวลามาตรการส่งเสริมให้บุคคลธรรมดาประกอบธุรกิจในรูปของนิติบุคคลต่ออีก 1 ปี โดยสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 คาดว่าหากมาตรการมีความชัดเจนจะช่วยผลักดันให้เกิด การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่น้อยกว่า 80,000 รายได้.-สำนักข่าวไทย