ธนาคารกลางสหรัฐประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งท้ายปี 2561 อีก 0.25% และยืนยันว่าสถาบันการเงินแห่งชาติจะไม่มีทางอยู่ภายใต้ “แรงกดดันทางการเมือง”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ว่านายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ( เฟด ) แถลงเมื่อวันพุธ เกี่ยวกับผลการประชุมของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน ( เอฟโอเอ็มซี ) ครั้งสุดท้ายของปีนี้ ว่านำไปสู่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เป็นระหว่าง 2.25% ถึง 2.50% ขณะเดียวกัน เฟดปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้าลงมาอยู่ที่ 2.3% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ 2.5% เมื่อช่วงกลางปีนี้ และประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2563 ไว้ที่ 2.0%
 
นอกจากนี้ เฟดประเมินแนวโน้มอัตราการว่างงานของชาวอเมริกันว่าจะลดลงอีกจากระดับต่ำสุดในรอบครึ่งศตวรรษ คือ 3.7% ในปีนี้ เป็น 3.5% ในปีหน้า แต่จะ “เพิ่มขึ้นเล็กน้อย” ระหว่างปี 2563 ถึง 2564 ส่วนทิศทางของอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ 1.9% ยังคงต่ำกว่าเป้าหมายของเฟดคือ “ประมาณ 2.0%

ทั้งนี้ พาวเวลล์กล่าวด้วยว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2562 “จะยังเกิดขึ้น” แต่มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนน้อยครั้งกว่าในปีนี้ โดยประธานเฟดให้เหตุเกี่ยวกับความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในภาพรวมเป็นสำคัญ
 
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 และเป็นครั้งสุดท้ายของปีนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับเฟด ซึ่งยังคงมีทรรศนะด้านนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ลงรอยกันในหลายเรื่อง โดยก่อนหน้าการประชุมของเอฟโอเอ็มซีเพียงวันเดียว ผู้นำสหรัฐเรียกร้องเฟดไม่ควรเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีก เพราะการปรับครั้งที่ 3 สู่ระดับ 1.75-2.0% นั้น “สูงเกินไปแล้ว” จนส่งผลต่อนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจหลายด้านของรัฐบาลกลาง เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามว่าเฟด “มีความวิตกกังวล” ต่อการระเบิดอารมณ์ของผู้นำสหรัฐผ่านทวิตเตอร์ในเรื่องนี้หรือไม่ พาวเวลล์กล่าวว่า เฟดเป็นสถาบันการเงินแห่งชาติที่ “ไม่มีทางขับเคลื่อนตามกระแสการเมือง”.