ความแตกต่างของเทคโนโลยี IPL และ Laser Laser เป็นแสงที่เป็นคลื่นเดียว หรือช่วงคลื่นแคบ มีความเข้มข้นสูง จึงเหมาะกับการใช้สำหรับรักษาปัญหาเฉพาะจุด พลังงานแสงเลเซอร์ สามารถใช้ได้กับหลายอุตสาหกรรมผ่านเครื่อง Fractional Laser โดยที่เลเซอร์จะเป็นลำแสงที่มีขนาดเล็ก และสามารถระบุความยาวคลื่นได้เห็นลำแสงออกมาได้หลายสี ขึ้นอยู่กับความยาวคลื่น เช่น เลเซอร์สีแดง มีความยาวคลื่น 635 นาโนเมตรสีเขียวมีความยาวคลื่น 532 นาโนเมตรและสีม่วง-น้ำเงิน มีความยาวคลื่น 445 นาโนเมตร เป็นต้น ซึ่งเลเซอร์จะมีค่าพลังงานแสงเข้มข้นสูงมากกว่า IPL มาก จึงไม่สามารถให้คนทั่วไปทำได้ ต้องเป็นแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเท่านั้น

เลเซอร์รักษาสิวอุดตันเฉพาะจุด

การใช้นวัตกรรมแสงเพื่อรักษาสิวอุดตันเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะเป็นทางลัดในการักษาสิวที่แก้ไขยาก จึงมาแทนการใช้ยาทาที่มีกรด Salicylic Acid หรือไม่ต้องทำ Treatment หน้าแบบเดิมอีก ส่วนใหญ่การทำเลเซอร์จึงเพื่อแก้ปัญหาสิวเฉพาะจุด จะใช้กับการกำจัดสิวที่อุดตันมาแล้วเป็นเวลานาน ด้วยพลังงานแสงที่เข้มข้น ตรงจุดมากกว่าการทำไอพีแอล ซึ่งไอพีแอลต้องใช้การสะสมพลังงานด้วยการทำการรักษาด้วยไอพีแอลอย่างต่อเนื่องประมาณหนึ่งเดือน แต่ไม่ทำให้หน้าระคายเคือง และไม่รู้สึกเจ็บเหมือนการทำเลเซอร์ เพียงแต่การทำเลเซอร์หนึ่งครั้งจะต้องพักหน้าต่อประมาณหนึ่งเดือน ถึงจะเผยผิวหน้าใสได้เท่านั้นเอง

เลเซอร์รักษาฝ้า กระ เฉพาะจุด

เนื่องจากเลเซอร์อย่างที่บอกคือสามารถกำหนดความยาวคลื่นได้เฉพาะจุด เป็นคลื่นแสงช่วงแคบมาก จึงทำการรักษาฝ้าได้แต่ด้วยค่าพลังงานแสงที่เข้มข้นมากนั้นสิ่งที่ได้รับผลข้างเคียงหลังจากลบรอยฝ้า และกระไปแล้ว ผิวหน้าจะแดงและแพ้แดดมากยิ่งขึ้น เพราะเซลล์ผิวที่มีเม็ดสีเมลานินถูก burn ออกไปมากนั่นเอง
เลเซอร์ขจัดหลุมสิว

การรักษาหลุมสิวนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเซลล์ส่วนที่เป็นหลุมนั้นหลุดหายไปแล้ว การจะทำให้ผิวกลับมาเรียบได้อีกคือจะต้องทำให้ผิวที่มีอยู่หายไปให้เรียบเสมอกับก้นหลุด ด้วยการยิงเลเซอร์ทำลายเนื้อผิวหรือเซลล์ในบริเวณนั้น และใช้หลักการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาช่วยซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่ถูกทำลายไป แต่คอลลาเจนอาจจะทำงานได้ไม่มากนักเนื่องจากผิวถูกทำลายไปมากจนเกินไป
เลเซอร์หน้าใส

ด้วยหลักการของเลเซอร์ที่ใกล้เคียงกับการทำ IPL ที่ช่วยแก้ปัญหาสิว ฝ้า กระ ริ้วรอย ได้ เช่นเดียวกัน แต่รุนแรงมากกว่าแสงไอพีแอล อาจจะเหมาะกับคนที่รักษาให้หายยาก และต้องการพึ่งเลเซอร์ แบบนี้จึงต้องการแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางช่วย แต่อย่างไรก็ตามการทำเลเซอร์หน้าใสนั้นจะมีระยะเวลาในการพักหน้าที่นานกว่าการทำ IPL เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เดียวกันกับที่ IPL เองก็ทำได้ ดังนั้นหากเลือกได้ การทำ IPL เพื่อให้หน้าใสก็จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ยิงเลเซอร์ใครว่าไม่เจ็บ ยิงเลเซอร์เจ็บกว่าทำ IPL มาก

ต้องบอกว่าการทำ Laser นั้น “เจ็บ” กว่าการทำ IPL มาก เพราะเลเซอร์มีค่าพลังงานที่เข้มข้นสูงมากกว่า IPL จึงทำให้แสงที่ยิงออกมาเปลี่ยนเป็นความร้อนและทำลายเซลล์เป้าหมายที่ต้องการได้ ด้วยความสามารถของเลเซอร์ที่เข้มข้น บางค่าพลังงานจึงสามารถใช้ในการผ่าตัดรักษาอาการบางอย่างทางการแพทย์ได้

Laser side effect: ผลข้างเคียงจากการทำเลเซอร์

การทำหน้าใสด้วยเลเซอร์ มีผลข้างเคียงทั้งในขณะที่ทำและหลังทำเสร็จหลายประการ ได้แก่
1. ขณะที่ทำจะรู้สึกเจ็บ แสบ และร้อนผิวมาก ในบาง case ถึงขั้นต้องใช้ยาชาทาก่อนทำเลเซอร์
2. ในขณะทำควรใส่แว่นกันแสงเลเซอร์ที่อาจจะสะท้อนเข้าตาแล้วทำให้ตาบอดได้
3. หลังทำจึงต้องหยุดพักหน้า ห้ามเจอกับแสง UV เพราะผิวหน้าได้บางลง จะแพ้ง่าย การใช้ครีมต่าง ๆ ทาเพื่อบำรุงจึงควรต้องอยู่ในการแนะนำของแพทย์
4. หลังทำเสร็จ นอกจากหน้าจะบอบบางมาก เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องหน้าจะเกิดความหมองคล้ำได้ จึงต้องดูแลหน้าไปตลอด
5. ในกรณีที่ยิงเลเซอร์เพื่อลบฝ้าก็เช่นกัน หากทำการรักษาไม่ต่อเนื่องจะทำให้มีรอยฝ้าเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม

IPL side effect: ผลข้างเคียงจากการทำไอพีแอล

เนื่องจาก IPL เป็นคลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นในช่วงกว้าง กระจายพลังงานแสงได้ดีกว่า และไม่เข้มข้นจนเกินไป จึงทำให้การทำทรีทเมนต์หน้าด้วย IPL มีความอ่อนโยนต่อผิวมากกว่า และไม่เจ็บเท่าการทำเลเซอร์ หลังทำเสร็จไม่ต้องพักหน้านาน แต่อาจจะต้องอาศัยการทำอย่างสม่ำเสมอจึงจะเห็นผลเท่ากับการทำเลเซอร์ ผลข้างเคียงของการทำไอพีแอลจึงแทบจะไม่มี ยกเว้นผู้ใช้บางรายอาจจะมีอาการแพ้ อาการระคายเคืองผิว มีผื่นขึ้นบ้าง แนะนำให้หยุดทำ และหากแพ้มากก็ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง